head-bannonggo-min
วันที่ 28 กันยายน 2021 2:56 AM
ยินดีต้อนรับเข้าสู่เว็บไซต์ โรงเรียนบ้านหนองโก
โรงเรียนบ้านหนองโก
หน้าหลัก » นานาสาระ » โรคกิลเลงบาร์เร ส่งผลต่อการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้ออย่างไร

โรคกิลเลงบาร์เร ส่งผลต่อการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้ออย่างไร

อัพเดทวันที่ 27 สิงหาคม 2021

โรคกิลเลงบาร์เร

โรคกิลเลงบาร์เร ควรดูแลผู้ป่วยอย่างไร ควรเสริมสร้างการดูแลระบบทางเดินหายใจ ควรสังเกตการเปลี่ยนแปลงของอาการอย่างใกล้ชิด เมื่อการหายใจแย่ลง การผลิตเสมหะจะไม่ราบรื่น หรือขาดออกซิเจนอย่างรุนแรง ควรให้รายงานแพทย์ทันที และเตรียมการเจาะคอ หลังการผ่าตัดมีการพยาบาลตามกิจวัตรการพยาบาล หลังการแช่งชักหักกระดูก พลิกตัวกลับด้าน ลูบหลัง ดูดเสมหะ ให้ออกซิเจนและขับเสมหะ

ซึ่งปอดทำงานได้อย่างจำกัด เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาการหายใจที่กำเริบ จะต้องมีการเตรียมชุดอุปกรณ์และเครื่องมือ สำหรับการเจาะช่องลมในหลอดเลือด เพราะเป็นสิ่งนี้สำคัญมากในการดูแลกลุ่มอาการกิลเลงบาร์เร การดูแลจิตใจ ผู้ป่วยมีสติ สัมปชัญญะ เพราะมักรู้สึกหงุดหงิด ง่วงนอน และอึดอัด เนื่องจากหายใจลำบาก มีเสมหะ ควรเพิ่มความมั่นใจในการต่อต้านโรค ควรเสริมสร้างการดูแลชีวิต สำหรับการรับประทานอาหาร ปัสสาวะเป็นต้น

เมื่อผู้ป่วยกลืนลำบาก ควรให้ความสนใจกับการให้นมทางจมูก และให้แน่ใจว่า ได้รับสารอาหารที่เพียงพอ อย่างไรก็ตาม เมื่อผู้ป่วยเดินไม่ได้หรือมีปัญหา ควรใส่ใจในการเสริมสร้างการพยาบาลผู้ป่วยให้ดียิ่งขึ้น ควรเสริมการพยาบาลแขนขาที่เป็นอัมพาต ควรใช้ความระมัดระวังเพื่อให้แขนขาของผู้ป่วยที่เป็นอัมพาต อยู่ในตำแหน่งการทำงานปกติที่เป็นไปได้มากที่สุด

เพื่อป้องกันการเกิดกล้ามเนื้อลีบ ผู้ป่วยและเพื่อนๆ ควรให้ความสนใจกับการออกกำลังกาย และการนวดแบบพาสซีฟ เพราะเป็นหนึ่งในวิธีการพยาบาลของกิลเลงบาร์เร โรคกิลเลงบาร์เร เป็นปลายประสาทอักเสบ ที่สามารถทำลายระบบประสาทได้อย่างเฉียบพลัน เป็นโรคภูมิต้านตนเอง ซึ่งส่วนใหญ่เกิดจากรากประสาท และความเสียหายของเส้นประสาทส่วนปลาย ร่วมกับการแยกเซลล์โปรตีนในน้ำไขสันหลัง

ซึ่งส่งผลต่อระบบประสาทส่วนปลาย โดยมีอุบัติการณ์ต่ำมากประมาณ 1 ถึง 2 ใน 100,000 ทุกวัย ชายและหญิงสามารถเป็นโรคนี้ได้ แต่มักพบในชายหนุ่มและชายวัยกลางคน โรคนี้เป็นโรคประสาทอักเสบจากรากประสาทหลายชนิด ที่บุกรุกเซลล์ประสาทสั่งการส่วนล่างของผู้ป่วย และทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางพยาธิวิทยาเช่น อาการบวมน้ำของเนื้อเยื่อประสาท

โดยผู้ป่วยกลุ่มอาการกิลเลงบาร์เรที่มีความรุนแรง สามารถพัฒนาการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อได้โดยไม่ตั้งใจ นำไปสู่อาการของกะบังลม และกล้ามเนื้อหายใจเป็นอัมพาต ความผิดปกติของระบบทางเดินหายใจรุนแรงขึ้น กระทั่งเสียชีวิต เพราะจิตสำนึกของผู้ป่วยไม่มีความบกพร่อง แต่ในชีวิต เนื่องจากความลำบากทางร่างกาย และโรคต่างๆ นานา โดยกล่าวอีกนัยหนึ่งคือ ภาวะซึมเศร้าและหงุดหงิดมากขึ้น

ดังนั้นการดูแลด้านจิตใจ จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อผู้ป่วย วิธีรับประทานและดื่ม สำหรับผู้ป่วยโรคกิลเลงบาร์เร จำเป็นต้องได้รับอาหารที่เหมาะสม ระมัดระวังในรสชาติ หลีกเลี่ยงการติดอาหารบางส่วนเพื่อประโยชน์ จำเป็นต้องกินโปรตีนและไขมันให้เพียงพอ แต่ยังต้องป้องกันไม่ให้ครีมมีรสข้น หลีกเลี่ยงความหิวและความอิ่ม อาหารที่ไม่สะอาด และรับประทานอาหารเย็น เลิกบุหรี่และชาเบาๆ ตามปกติ

การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ควรอยู่ในระดับปานกลางและไม่มากเกินไป ควรเรียนรู้การกินตามหลักวิทยาศาสตร์ เพื่อป้องกันการกินผิดปกติ ภาวะการกิน มีความสัมพันธ์บางอย่างกับการเกิดโรคกิลเลงบาร์เร อาจทำให้เกิดความหิว การขาดสารอาหารในระยะยาว กล้ามเนื้อแขนขาสูญเสียน้ำและก๊าซ โดยอาจกลายเป็นกลุ่มอาการของความผิดปกติได้

กินอาหารที่อุดมด้วยวิตามินบี 1 มากขึ้น และกินอาหารที่อุดมด้วยวิตามินอีมากขึ้นเช่น ยีสต์ ข้าวกล้อง ข้าวโอ๊ตเป็นต้น เพราะเป็นส่วนสำคัญในการควบคุมอาหาร และดูแลผู้ป่วยโรคกิลเลงบาร์เร ผู้ป่วยควรใส่ใจการป้องกันในการกินที่ผิดปกติห้ามรับประทาน ที่มีรสชาติเผ็ดร้อนโดยเด็ดขาด โดยเฉพาะอาหารรสเค็มที่มากเกินไป จำเป็นต้องกินโปรตีนและไขมันให้เพียงพอ

แต่ยังต้องป้องกันไม่ให้ครีมมีรสข้น ควรหลีกเลี่ยงความหิว และความอิ่ม อาหารที่ไม่สะอาด และรับประทานอาหารเย็น เลิกบุหรี่และชาเบาๆ ตามปกติ การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ควรอยู่ในระดับปานกลางและไม่มากเกินไป ดังนั้น ควรเสริมสร้างการออกกำลังกาย และรักษาตับกับเลือด เพื่อให้ปราศจากสิ่งกีดขวาง

ผู้ป่วยที่มีอาการ มักมีส่วนร่วมในการออกกำลังกายบางอย่าง ซึ่งสามารถหมุนเวียนเลือด ข้อต่อ กล้ามเนื้อและกระดูก กล้ามเนื้อแข็งแรง การออกกำลังกายที่แข็งแรง การทำงานของอวัยวะภายในที่แข็งแรง ไม่มีการฝ่อเกิดขึ้น ดังนั้นการปลูกฝังนิสัยการเล่นกีฬาที่ดี เพราะมักจะทำยิมนาสติก ล้วนมีความสำคัญในเชิงบวกต่อการป้องกันโรคเสื่อมสมรรถภาพ

ใส่ใจในความปลอดภัยในช่วงเวลาปกติ และหลีกเลี่ยงการบาดเจ็บจากอุบัติเหตุ อาจเกิดหกล้ม ซึ่งมักจะสร้างความเสียหายให้กับอวัยวะภายในและกระดูก เส้นเมอริเดียน ซึ่งส่งผลให้แขนขา ดังนั้นต้องมีความรู้สึกปลอดภัยในชีวิต และต้องไม่ประมาทในการใช้ชีวิต

 

 

 

บทความที่น่าสนใจ : โรคเบาหวาน ผู้ป่วยวัยรุ่นที่เป็นโรคเบาหวานเพิ่มขึ้นจำนวนมากส่งผลต่อการพัฒนาเศรษฐกิจอย่างไร

แสดงความคิดเห็นด้วย Facebook

นานาสาระ ล่าสุด
โรงเรียนบ้านหนองโก
โรงเรียนบ้านหนองโก
โรงเรียนบ้านหนองโก
โรงเรียนบ้านหนองโก